ไทย — ช่วยเหลือ & แนะแนว
ต้องทำอะไรหลังมีผู้เสียชีวิต
ถ้าเพิ่งเกิดขึ้น ตอนนี้ คุณไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างภายในวันเดียว เริ่มจากสิ่งที่ “ปลดล็อก” งานที่เหลือ: (1) เช็กว่าเป็นกรณีต้องชันสูตร/เกี่ยวข้องตำรวจหรือไม่, (2) ขอใบรับรองแพทย์หรือเอกสารชันสูตร, (3) แจ้งตายที่เขต/อำเภอ, (4) ได้ใบมรณบัตรและสำเนา. จากนั้นค่อยไล่เรื่องงานศพ สิทธิประโยชน์ ธนาคาร และทรัพย์สินตามลำดับ
ถ้าไม่แน่ใจ: ติดต่อ 1669 หรือเจ้าหน้าที่พื้นที่ เพื่อรับคำแนะนำก่อนตัดสินใจ
Quick Find — ไปตรงจุดเร่งด่วน
ถ้าคุณอยู่ในภาวะวิกฤต เลือกหัวข้อที่ตรงแล้วข้ามไปได้เลย
เช็กลิสต์ (ติ๊กตามที่ทำได้)
กล่องติ๊กนี้ไว้ช่วยไล่ขั้นตอนระหว่างอ่าน — ไม่ได้บันทึกถาวรถ้าคุณรีเฟรชหน้า
เริ่มจากตรงนี้: “ต้องชันสูตร/เป็นคดี” หมายความว่าอะไรในไทย?
คนจำนวนมากไม่แน่ใจว่าเข้ากรณีชันสูตรหรือไม่ — แต่สิ่งนี้คือจุดที่เปลี่ยนเส้นทางทั้งชุด
โดยทั่วไป มักเข้ากรณีต้องชันสูตร/เกี่ยวข้องตำรวจ เมื่อ: (a) อุบัติเหตุ, (b) การทำร้าย/ความรุนแรง, (c) เสียชีวิตกะทันหัน โดยไม่มีแพทย์ผู้รักษาติดตามอาการ, (d) สงสัยการทำร้ายตนเอง, (e) ลักษณะผิดธรรมชาติ หรือมีข้อสงสัย, หรือ (f) ไม่มีแพทย์ผู้รักษา ณ เวลาที่เสียชีวิต
บางกรณี (เช่น อุบัติเหตุบนถนนที่ไม่ใช่คดีอาญา) พนักงานสอบสวน/แพทย์อาจทำ ชันสูตรพลิกศพที่เกิดเหตุ/โรงพยาบาล เพื่อออกเอกสารตามขั้นตอน โดย ไม่จำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ที่นิติเวชเสมอไป
ประโยคที่ควรถามตรง ๆ: “ต้องส่งนิติเวชไหม หรือออกเอกสารปล่อยศพให้ฌาปนกิจได้เลย?”
ไทม์ไลน์สั้น ๆ (ไทย)
กรณีชันสูตรอาจใช้เวลานานขึ้น เป้าหมายหลักคือได้ใบมรณบัตรและสำเนาพร้อมใช้งาน
- ชั่วโมงแรก: ยืนยันช่องทาง (ปกติ vs ชันสูตร/คดี) และเก็บเอกสาร/ของสำคัญ
- วัน 1–3: ได้ใบรับรองแพทย์/เอกสารชันสูตร, ติดต่อวัด/ผู้ให้บริการงานศพ, และเริ่มแจ้งตายที่เขต/อำเภอ
- สัปดาห์แรก: สิทธิประโยชน์ (ประกันสังคม/บำนาญ/กองทุน), ธนาคาร/พร้อมเพย์, และการรักษา OTP/บัญชีดิจิทัล
- สัปดาห์ถัดไป: เอกสารมรดก ทรัพย์สิน หนี้ สัญญาต่าง ๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
1) กรณีชันสูตร/ตำรวจ/นิติเวช
ถ้าเป็นเหตุไม่ธรรมชาติหรือสงสัยผิดธรรมชาติ ขั้นตอนจะเปลี่ยน และอาจใช้เวลา
- ถ้าเข้าข่ายอุบัติเหตุ/ความรุนแรง/สงสัยเหตุ ให้ติดต่อ 191 หรือเจ้าหน้าที่พื้นที่ทันที และทำตามคำแนะนำ
- อย่าเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสภาพแวดล้อม หากเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสถานที่
- ขอ เลขรับเรื่อง/เลขคดี และถาม ขั้นตอนถัดไป + วันประมาณการ (อย่างน้อยให้มีกรอบเวลา)
2) ใบรับรองแพทย์ vs ใบมรณบัตร (เอกสารที่ต้องมีจริง ๆ)
สองอย่างนี้คนมักสับสน — ใบมรณบัตรคือเอกสารหลักที่หน่วยงานส่วนใหญ่ต้องใช้
ใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับการเสียชีวิต เป็นหลักฐานทางการแพทย์จากโรงพยาบาล/แพทย์ (หรือเอกสารชันสูตรในกรณีคดี) ใช้เพื่อไป แจ้งตายที่สำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอ เพื่อออก ใบมรณบัตร ซึ่งเป็นเอกสารที่ธนาคาร ประกัน และหน่วยงานสิทธิประโยชน์มักขอ
- ขอ สำเนาใบมรณบัตรหลายชุด (หรือสำเนารับรอง) เพราะหลายที่ต้องใช้พร้อมกัน
- ตรวจสะกดชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน วันที่ ให้ถูกต้องก่อนกลับ
- ถ้าหน่วยงานบอก “ต้องใช้ฉบับจริง” ให้ถามว่า “ใช้สำเนารับรองได้ไหม?” และขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรถ้าเป็นไปได้
ไม่มีบัตรประชาชน/เอกสารผู้ตาย (หรือเอกสารหาย)
อย่าติดหล่ม — มีทางออกแบบไทย ๆ ที่บางสำนักงานยอมรับตามดุลพินิจ/ระเบียบพื้นที่
ถ้าไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ให้รวบรวม “หลักฐานตัวตน” เท่าที่มี แล้วถามสำนักงานโดยตรงว่า “รับอะไรแทนได้บ้าง?”
- สำเนาบัตรประชาชน (ถ้ามี) หรือรูปถ่ายบัตรในโทรศัพท์
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง/สำเนา) ของผู้ตายหรือของบ้านที่มีชื่อผู้ตาย
- หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ บัตรผู้สูงอายุ หรือบัตรสมาชิกหน่วยงาน (ถ้ามี)
- พยาน/ผู้รู้จัก (เช่น ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน/เจ้าหน้าที่ชุมชน) เพื่อช่วยยืนยันตัวตน พร้อมหนังสือรับรอง/คำให้การ ตามที่สำนักงานกำหนด
- ถ้าทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด: ขอสำเนาทะเบียนบ้านจากอำเภอ/เทศบาลในพื้นที่นั้น หรือให้ญาติถ่ายรูป/สแกนส่ง แล้วนำหลักฐานอื่นเสริม (เช่น ใบขับขี่เก่า บัตรหน่วยงาน สมุดบัญชีธนาคารที่มีชื่อ)
ผู้ตายอยู่คนเดียว / ไม่มีญาติ / ไม่มีทายาท: ใครเป็นคนดำเนินการ?
เป็นปัญหาที่เกิดจริง — และมีช่องทางทางการให้ “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” ดำเนินการ
- ถ้าผู้ตาย ไม่มีญาติหรือไม่พบทายาท โดยทั่วไป เจ้าพนักงานท้องถิ่น (เช่น ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน/เทศบาล/หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบพื้นที่) มักเป็นผู้ประสานการ แจ้งตาย และการจัดการศพตามระเบียบ/แนวทางของพื้นที่
- จุดเริ่มต้นที่เร็วที่สุดคือ โทร/ไปสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อถามว่า “กรณีไม่มีญาติ ใครเป็นผู้แจ้งตาย และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง”
- ถ้าคุณเป็น เพื่อนบ้าน/ผู้พักอาศัยร่วม/เจ้าของห้องเช่า ให้เตรียมข้อมูลพื้นฐาน: ชื่อผู้ตาย (ถ้าทราบ), ที่อยู่, วันเวลาที่พบ, ผู้พบเหตุ, และเอกสาร/ของส่วนตัวที่ช่วยยืนยันตัวตน
คนที่กำลังจัดการไม่ใช่ญาติ (เพื่อน/คู่ชีวิตที่ไม่จดทะเบียน/ผู้ดูแล)
พบได้บ่อย — แต่ธนาคาร/หน่วยงานมักไม่ดำเนินการหากไม่มีอำนาจแทน
- ขอ หนังสือมอบอำนาจ จากทายาท/ญาติใกล้ชิด พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ และเอกสารแสดงความเกี่ยวข้อง (ตามที่หน่วยงานกำหนด)
- ถ้าต้องติดต่อธนาคาร/ประกัน ให้ถามว่า “ใช้หนังสือมอบอำนาจรูปแบบไหน และต้องรับรองเอกสารหรือไม่?”
- ถ้าครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด ให้ขอให้ส่งเอกสารพร้อมลงลายมือชื่อและสำเนาบัตรให้ครบ เพื่อลดการวิ่งกลับไปกลับมา
เสียชีวิตต่างประเทศ (นำกลับ/แจ้งในไทย)
กรณีนี้ต่างจากการเสียชีวิตในประเทศ ต้องมีเอกสารจากต่างประเทศและสถานทูต/กงสุล
- ติดต่อ สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลไทย ในประเทศนั้น เพื่อขอแนวทาง และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต/การนำร่างหรืออัฐิกลับ
- เก็บเอกสารต่างประเทศให้ครบ (ใบมรณบัตร/รายงานแพทย์/เอกสารตำรวจถ้ามี) และเตรียม การแปล/รับรองเอกสาร ตามที่หน่วยงานไทยต้องการ
- เมื่อกลับไทย ให้สอบถาม เขต/อำเภอ ว่าต้องแจ้ง/ลงทะเบียนอย่างไรเพื่อให้มีบันทึกในระบบ และขอสำเนาเอกสารใช้ทำธุรกรรม
3) งานศพ: วัด/ฌาปนกิจ/ฝัง และค่าใช้จ่าย
ขอรายการค่าใช้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร แยก ‘บริการ’ กับ ‘ค่าธรรมเนียม/สถานที่’ ให้ชัด
- เลือกแนวทาง: สวดที่วัด + ฌาปนกิจ หรือฝัง/เก็บอัฐิ ตามความเชื่อและงบประมาณ
- ขอใบเสนอราคา/รายการ: ค่าศาลา ค่าพิธี ค่าโลง/โกศ ค่าเดินทาง ค่าดอกไม้ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
- หากงบจำกัด ให้ขอ “แบบเรียบง่าย” (ลดจำนวนคืนสวด ลดรายการเสริม) และตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
ถ้าไม่มีเงินจัดงานศพตอนนี้ ทำอย่างไร?
ทำแบบ “เริ่มเรื่องให้ได้” ก่อน แล้วค่อยเติมเอกสารทีหลัง
- โทร พม. สายด่วน 1300 แล้วพูดตรง ๆ ว่า: “ขอรับการสงเคราะห์งานศพ/ค่าจัดการศพ” จากนั้นให้ รหัสไปรษณีย์ และ พื้นที่ที่ผู้ตายมีชื่ออยู่/เสียชีวิต เพื่อให้เขาแนะนำหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่
- ไป เทศบาล/อบต. (หรือหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลพื้นที่) พร้อม ทะเบียนบ้านของผู้ตาย (หรือหลักฐานที่มี) แล้วถามด้วยประโยคนี้: “ขอรับเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพตามระเบียบของท้องถิ่น/กระทรวงมหาดไทย (ถ้ามี) ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?”
- สอบถาม วัด เรื่องพิธีแบบประหยัด/การสงเคราะห์ตามกำลัง (ลดจำนวนคืนสวด ลดรายการเสริม)
- ถ้ามีสิทธิ ประกันสังคม/บำเหน็จบำนาญ/กองทุน ให้โทรถามว่า “เริ่มยื่นได้ด้วยเอกสารอะไร” และขอ รายการเอกสาร + เลขอ้างอิง (หลายที่รับเอกสารบางส่วนก่อน แล้วตามส่วนที่เหลือภายหลัง)
4) สิทธิประโยชน์: ประกันสังคม/บำนาญ/กองทุน/ประกันชีวิต
เป้าหมายสัปดาห์แรก: ได้รายการเอกสาร + ช่องทางยื่น + เลขอ้างอิง
- ตรวจว่าอยู่ในระบบใด: ประกันสังคม (SSO), บำนาญข้าราชการ/กองทุน, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ที่ทำงาน), หรือ ประกันชีวิต
- เตรียมเอกสารแกนหลัก: ใบมรณบัตร, บัตรประชาชนผู้ยื่น, เอกสารแสดงความสัมพันธ์/ผู้รับประโยชน์ (ตามกรณี)
- โทรถามให้ชัด: “ยื่นที่ไหน ใช้เอกสารอะไรบ้าง ใช้เวลาประมาณเท่าไร และได้เลขรับเรื่องอะไร?”
5) ธนาคาร + พร้อมเพย์ + e-Wallets: ทำอะไรในสัปดาห์แรก
ก่อนปิดบัญชี ให้ทำ ‘บัญชีรายการ’ และ ‘คุมความเสี่ยง’
- ระบุธนาคาร/ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง: บัญชี เงินฝาก บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันพ่วง และบัญชีเงินเดือน (ธนาคารหลัก เช่น กสิกร, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ, กรุงไทย)
- ตรวจรายการตัดเงินอัตโนมัติ/สมาชิก/สตรีมมิง/ค่าสาธารณูปโภค เพื่อกันเงินไหล
- แจ้งธนาคารและขอ “ขั้นตอนกรณีผู้เสียชีวิต” อย่างเป็นทางการ: เอกสาร ช่องทาง ยืนยันตัวตน และระยะเวลา พร้อมเลขอ้างอิง
- พร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน: โดยทั่วไป ไม่ใช่ว่าจะปิดอัตโนมัติทันที แต่ธนาคาร/ระบบอาจระงับการทำรายการเมื่อรับทราบการเสียชีวิตหรือเมื่อดำเนินการตามทะเบียนราษฎรแล้ว ให้แจ้งธนาคารโดยตรง เพื่อความชัดเจนว่า “พร้อมเพย์/บัญชีจะถูกระงับเมื่อไหร่ และต้องทำอะไรต่อ”
- สำหรับพร้อมเพย์/วอลเล็ต: ห้ามให้ OTP/PIN กับใคร และอย่ากดลิงก์ที่ส่งมาทางแชต
การจัดการหนี้สินของผู้ตาย (Debt handling) — รู้ไว้ก่อนจะเสียเงิน
หลายครอบครัวโดนกดดันให้จ่ายทันที ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายด้วยเงินส่วนตัวในทันที
- หลักคิดสำคัญ: โดยทั่วไป คุณ ไม่จำเป็นต้องใช้หนี้ด้วยเงินส่วนตัว “เพียงเพราะเป็นคู่สมรส/ลูก/ญาติ” ของผู้ตาย
หนี้มักถูกชำระจาก กองมรดก และถ้า ไม่ได้รับมรดก หรือ มรดกไม่พอ คุณไม่ควรถูกบีบให้จ่ายเงินตัวเองทันที - ถ้ามีคนโทรทวง/ทนายทวงหนี้: ขอ เอกสารยืนยันเจ้าหนี้, ยอดหนี้/สัญญา, เลขบัญชีคดี/เลขอ้างอิง และบอกว่า “ขอตรวจสอบสถานะกองมรดกและผู้มีอำนาจก่อน จะติดต่อกลับผ่านช่องทางทางการ”
- อย่าจ่าย “เพื่อให้เรื่องจบเร็ว” ถ้า ยังไม่ชัดว่าคุณมีอำนาจแทนหรือไม่ และยังไม่รู้ภาพรวมทรัพย์สิน/หนี้ทั้งหมด
กันมิจฉาชีพวันนี้ (กฎสั้น ๆ)
ช่วงที่ใจไม่ไหว คือช่วงที่ถูกกดดันได้ง่ายที่สุด
- อย่าส่งบัตรประชาชน/เอกสารสำคัญให้ใคร ถ้าไม่รู้ว่าเป็นช่องทางทางการ และไม่มีหลักฐานรับเอกสาร
- อย่าบอก OTP/PIN/รหัสผ่าน/ถ่ายรูปโค้ดให้ใคร — ธนาคารจริงไม่ขอแบบนี้
- อย่าจ่าย “ค่าเร่ง” โดยไม่มีใบเสร็จ/คำสั่ง/ขั้นตอนจากหน่วยงาน
- ถ้ามีคนบอก “ทำให้ได้ทุกอย่าง” แต่ไม่บอกขั้นตอนทางการ ให้หยุดและตรวจสอบก่อน
6) รักษาบัญชีดิจิทัล (โทรศัพท์/อีเมล/OTP) แบบทำได้จริง
สัปดาห์แรก: รักษาการเข้าถึง > ปิดบัญชี เพราะ OTP คือคอขวด
- เบอร์โทร/ซิม: อย่าเพิ่งยกเลิกในสัปดาห์แรก ถ้าบัญชีสำคัญใช้ OTP
- อีเมล: ถ้าเข้าถึงได้ อย่าเพิ่งออกจากระบบ และจดอีเมลสำรอง/เบอร์กู้คืน
- แอปธนาคาร/วอลเล็ต: อย่าลบแอป/อย่าล้างเครื่องจนกว่าจะมีแผนชัด
- สำรองข้อมูล: เก็บรูป/เอกสารสำคัญไว้ (อย่างน้อยถ่ายรูปโฟลเดอร์เอกสาร)
- กติกา: สัปดาห์ 1 = รักษา + จดรายการบัญชี, สัปดาห์ 2+ = ตัดสินใจ (ปิด/โอน/ทำเป็นอนุสรณ์)
7) ที่อยู่อาศัย/สัญญาเช่า/ค่าน้ำไฟ: ปกป้องบ้าน
ความปลอดภัยและความต่อเนื่องมาก่อน
- เก็บกุญแจ/เอกสารสำคัญไว้ที่เดียว จำกัดคนเข้าออก ลดความเสี่ยงของหาย
- เช็กสัญญาเช่า/ผ่อนบ้าน/ค่าน้ำไฟ เพื่อกันการตัดบริการ
- ถ้าบ้านว่าง ให้ดูเงื่อนไขประกันบ้าน/ทรัพย์สิน (ถ้ามี) และจัดคนช่วยดูเป็นระยะ
เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญ (ให้ตัดสินใจได้จริง)
ไม่จำเป็นต้องมีทุกกรณี แต่ถ้าเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ มักประหยัดเวลา/ความเครียด
ควรปรึกษาทนาย/ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดก หาก:
- มี อสังหาริมทรัพย์ หลายรายการ/มีปัญหาเอกสารสิทธิ/ทายาทหลายฝ่าย
- มี ธุรกิจ ต้องโอนกิจการ สัญญา คู่ค้า หรือใบอนุญาตต่าง ๆ
- มี ข้อพิพาทในครอบครัว เรื่องทรัพย์สิน/หนี้ หรือมีคนคัดค้าน
ควรปรึกษานักบัญชี/ที่ปรึกษาการเงิน หาก:
- มี ภาระภาษี/การยื่นเอกสารหลายชุด หรือรายได้หลายทาง
- มี การลงทุนซับซ้อน หลายบัญชี หลายสถาบัน
- มี หลายกิจการ หรือโครงสร้างรายได้ซับซ้อน
สคริปต์โทรถาม (คัดลอกใช้ได้)
พูดน้อยแต่ชัด: เอกสารที่ต้องใช้ + ช่องทาง + ระยะเวลา + เลขอ้างอิง
เขต/อำเภอ (แจ้งตาย/ใบมรณบัตร)
ประกันสังคม/บำนาญ/กองทุน
ธนาคาร
ตำรวจ/นิติเวช (ถ้าเป็นคดี)
ขั้นตอนถัดไป
ทำเมื่อมีแรงมากขึ้น